83820 กระทู้ ใน 8590 หัวข้อ - โดย 8966 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: Homeran



ผู้เขียน หัวข้อ: ค่าเสียหายส่วนแรก Excess กับ Deduct ต่างกันอย่างไร  (อ่าน 1708 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Admin

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 874
  • Z800Thailand Admin
    • Z800thailand.com
ระยะหลังๆ มีข่าวบิ๊กไบค์เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก เกิดขึ้นรายวันหรือทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เลยทีเดียว ก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับประกันภัยไว้ซักหน่อย ทำไว้อุ่นใจดีครับ ยิ่งซ่อมแพงๆ อยู่ด้วย แต่มาสะดุดกับคำๆ หนึ่ง นั่นคือ Excess กับ Deduct หรือที่บางคนชอบเรียกผิดๆ ว่า Accept , Access,  Except ฯลฯ ซึ่งจริงๆ แล้วมีแค่สองคำนะครับ นอกนั้นผิดหมด

ดูปากณัฐชานะคะ



Excess อ่่านว่า เอ๊ก - เซ๊ส

Deduct อ่่านว่า ดี - ดั๊ก


โอเคนะคะ ... เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยดีกว่า



ค่าเสียหายส่วนแรก

การเรียกเก็บค่าเสียหายส่วนแรกเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันผู้ที่แจ้งเคลมโดยไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริง เพื่อหวังซ่อมรถกับบริษัทประกันภัย หรือผู้ที่ขับรถด้วยความประมาทหรือไม่ใช้ความระมัดระวังมากพอ เพราะคิดว่าหากเกิดความเสียหายขึ้นกับรถก็สามารถแจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัยเพื่อซ่อมรถเมื่อใดก็ได้  ซึ่งเป็นค่านิยมและความเข้าใจที่ผิด โดยหากมีการกระทำในลักษณะนี้เกิดขึ้นมากๆ จะส่งผลให้ยอดค่าสินไหมของประกันภัยรถยนต์ทั้งระบบสูงขึ้น จนบริษัทประกันภัยต้องปรับอัตราเบี้ยให้สูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ผู้เอาประกันภัยส่วนใหญ่ต้องแบกรับภาระเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้น ซึ่งจะไม่เป็นธรรมกับผู้เอาประกันภัยรายอื่น

ค่าเสียหายส่วนแรกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1) ค่าเสียหายส่วนแรกที่เป็นเงื่อนไขถูกกำหนดไว้ตายตัวสำหรับผู้เอาประกันภัยทุกราย หรือ ค่า “Excess” (อ่านว่า เอ็กเซส ไม่ใช่ แอ็คเซฟหรือแอคเซสตามที่หลายคนอ่านผิด) เป็นค่าเสียหายที่ไม่ได้เกิดจากการชนหรือคว่ำ หรือชนแต่หาคู่กรณีไม่ได้ หรือเราไม่ได้ขับรถชนเอง แต่ไม่สามารถระบุรายละเอียดความเสียหายที่ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกันไปไล่เบี้ยหาต้นเหตุจนพบตัวคู่กรณีที่ต้องรับผิดชอบได้ เราจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก  1,000 บาท ต่อเหตุการณ์สำหรับความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของเรา

        1. ถูกมุ่งร้าย กลั่นแกล้ง แล้วหาคู่กรณีไม่ได้ เช่น รถถูกขีดข่วน
        2. ความเสียหายของพื้นผิวสีรถ  (ตัวรถและอุปกรณ์ในรถไม่เสียหาย) เช่น หินกระเด็นใส่ เฉี่ยวกิ่งไม้/สายไฟ/ลวดหนาม ขับรถตกหลุม / ครูดพื้นถนน
            เหยียบตะปูหรือของมีคมหรืออะไรที่ทำให้ยางฉีก ละอองสีปลิวมาโดน / วัสดุหล่นมาโดน
        3. ระบุสาเหตุที่ทำให้รถเสียหายไม่ได้ รวมถึงระบุวัน เวลา สถานที่เมื่อรถเกิดความสียหายที่ชัดเจนไม่ได้ เช่น กระจกรถแตก ถูกสัตว์กัดแทะหรือขีดข่วน
            ถูกวัสดุในตัวรถกระแทก
        4. ไถลตกข้างทางแต่ยังไม่พลิกคว่ำ
        5. ชนกับพาหนะอื่นแต่แจ้งรายละเอียดคู่กรณีไม่ได้ 

หรือสามารถอธิบายง่ายๆ คือ ถ้าไม่ต้องการจ่าย ต้องสามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นการชนแล้วทำให้เกิดความเสียหายถึงกับ บุบ แตก ร้าว หรือระบุเหตุความเสียที่ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกันไปไล่เบี้ยหาต้นเหตุจนพบคนที่ต้องรับผิดชอบได้ เช่น

        1. ชนกับพาหนะอื่นและแจ้งรายละเอียดคู่กรณีให้ได้   
        2. ชนกับที่ยึดแน่นตรึงตรากับพื้นดิน                 
            - เสา / ประตู / เสาไฟฟ้า / กำแพง / ป้ายจราจร               
            - ทรัพย์สินอื่นที่ยึดแน่นตรึงตรากับพื้นดิน
        3. ชนต้นไม้ยืนต้น / ขอบถนน / ราวสะพาน
        4. ชนกองดิน หรือชนหน้าผา
        5. ชนคน / สัตว์
        6. รถพลิกคว่ำ

2) ค่าเสียหายส่วนแรกที่กำหนดขึ้นโดยผู้เอาประกันภัยเองหรือบริษัทประกันภัยโดยมีผลกับผู้เอาประกันภัยเฉพาะราย (ค่า “Deductible”) คือ ความเสียหายส่วนแรกโดยสมัครใจ โดยเป็นการตกลงกันระหว่างบริษัทประกันภัยกับผู้เอาประกัน โดยบริษัทจะยินยอมลดเบี้ยประกันลงเท่ากับค่าเสียหายส่วนแรกที่เราสมัครใจจ่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นในแต่ละครั้ง โดยการตกลงกับบริษัทประกันภัยว่า หากเกิดอุบัติเหตุเป็นฝ่ายผิด หรือไม่มีคู่กรณีแต่ละครั้ง ผู้เอาประกันจะยินยอมจ่ายค่าเสียหายในส่วนแรกตามจำนวนที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้เอาประกันเองก็จะได้สิทธิจ่ายเบี้ยประกันลดลงตามจำนวนที่กำหนดไว้เช่นกัน เช่น

        เราทำประกันภัยกับบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่งโดยมีการกำหนดค่าเบี้ยไว้ที่ 18,000 บาท โดยตกลงกันให้กำหนดค่าเสียหายส่วนแรกไว้ในกรมธรรม์ 3,000 บาท เราก็จะได้ส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัย 3,000 บาท

        ดังนั้นจะเหลือค่าเบี้ยที่เราต้องจ่ายจริง 15,000 บาท ต่อมาหากเกิดอุบัติเหตุและเราเป็นฝ่ายผิดหรือไม่สามารถแจ้งคู่กรณีได้ เมื่อบริษัทประเมินความเสียหายของรถเราแล้ว อยู่ที่ 10,000 บาท ดังนั้น เราต้องจ่าย "ค่าเสียหายส่วนแรก" เป็นจำนวนเงิน 3,000 บาท ตามที่ได้ทำข้อตกลงไว้ในกรมธรรม์ ส่วนค่าเสียหายที่เหลืออีก 7,000 บาท บริษัทประกันภัยจะเป็นฝ่ายรับผิดชอบ แต่หากความเสียหายไม่เกิน 3,000 บาท ผู้เอาประกันก็จะเป็นผู้รับเองตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

จะเห็นได้ว่าการกำหนดค่าเสียหายส่วนแรกนั้น มีทั้งประโยชน์คือการได้ส่วนลดค่าเบี้ย และมีโทษคือหากเกิดความเสียหายขึ้น ผู้เอาประกันก็มีความรับผิดชอบในค่าเสียหายส่วนแรกที่กำหนดนั้น เงื่อนไขนี้เป็นการกำหนดทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้เอาประกันภัย
ดังนั้นก่อนที่จะตกลงทำสัญญาใดๆ ที่จะมีผลผูกพันตัวเรานั้น เราควรศึกษาข้อสัญญาและเงื่อนไขต่างๆ ในกรมธรรม์ให้เข้าใจก่อนตกลงทำสัญญา โดยเฉพาะสัญญาประกันภัยที่นับวันจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเรามากขึ้นในชีวิตประจำวัน



ที่มา proprakan.com/Page/content?cms_id=31
Tel. 0819256560  |  Line : taewtong
Z800 Forum | CBR650F & CB650F Forum | Superbike Forum

 



Kawasaki Z800 | Honda CBR650F & CB650F | Suzuki Gladius | Ninja-Thailand
© 2013-2014 www.z800thailand.com | All rights reserved | onefineday1998@gmail.com